ประมวลผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรมวันที่โพส:  02 ก.พ. 2553
บันทึกของชาวรากหญ้า
นางสาวจิรพร กลั่นสุภา นักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน รุ่นที่ ๒ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ปริญญาตรีหลักสูตรขั้นพื้นฐานมนุษศาสตร์และเทคโนโลยี (Humanistic technology basis study) Rokilde University, Denmark

แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับวันพุธ ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ลมเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างของห้องครัว ที่เปิดเอาไว้เพียงไม่ถึงหนึ่งคืบ แต่แค่เพียงเท่านั้นก็ทำให้มีความรู้สึกว่าเหน็บหนาวขึ้นมาได้ไม่น้อย ทั้งๆที่เป็นฤดูร้อน และแม้ว่าแสงตะวันจะยังสาดส่อง หรือแม้ว่าพระอาทิตย์จะไม่ยอมลับหายไปจากขอบฟ้า จนกว่าจะถึงเวลาใกล้เที่ยงคืน แต่ความเหงาและเดียวดายก็ทำให้ลมเพียงเบาๆ กลายเป็นลมหนาวได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนไว้เหนือประตูห้องครัว เป็นเวลา ๒๐.๓๑ นาฬิกา ในขณะนั้นก็ได้นึกถึงเรื่องราวการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาในตลอดระยะเวลาเกือบสามปี ในเส้นทางการใช้ชีวิตแบบห่างไกลครอบครัว ในเมืองใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านกว่าสิบสองชั่วโมง ข้ามแผ่นดิน ข้ามน่านฟ้า ข้ามมหาสมุทร เพื่อมาแสวงหาเครื่องมือที่มีศักยภาพในการพัฒนาผู้คนและประเทศชาติ จะสามารถหอบข้ามน้ำข้ามทะเลไปฝากประเทศไทยในอีกเจ็ดปีข้างหน้าได้อย่างไม่ต้องเสียค่าน้ำหนักเพิ่มเลย เหลืออีกแค่สี่ปีแล้วสินะ เป็นเวลาที่ไม่นานเลย เพราะนี่ก็ผ่านมาสามฤดูหนาวแล้ว ฤดูหนาวที่สี่ ในปีนี้ ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่หนาวเหมือนปีที่ผ่านมา เมื่อคิดเช่นนี้ ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิตที่ทั้งหนาวและเหงาใจ ข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะมานั่งตั้งใจเขียนเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งที่จะปรากฏในลำดับต่อไปนี้ หากแต่เกิดความรู้สึกว่าอยากที่จะเขียนแล้วไม่ลงมือเสียที สิ้นปีนี้ หรือปีไหน ความคิดและความทรงจำของข้าพเจ้าก็คงจะยังวนเวียนอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำที่มีอยู่อย่างนั้น ในวันนี้ จึงเริ่มต้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่กลั่นมาจากความคิดและ จิตสำนึกภายใน ผ่านตัวหนังสือที่ร้อยเรียงมานี้

TG 950 สุวรรณภูมิ-โคเปนเฮเกน เวลา ๐๑.๑๕ ตามเวลาประเทศไทย นี่เป็นสิ่งแรกที่นักเดินทางมือใหม่จะต้องรู้เมื่อไปถึงสนามบิน การรอคอยราวสี่ชั่วโมง นับจากเวลาประมาณสามทุ่ม ของวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ในวันนั้นนับว่าเป็นการรอคอยที่แสนสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นการรอคอยที่เต็มไปด้วยไออุ่นจากครอบครัวที่เดินทางมาพบกันที่สนามบิน จนทำให้นึกถึงบรรยากาศวันปีใหม่ หรือวันครอบครัว ที่ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวที่บ้านของคุณยาย อบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นเช่นนั้น แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะเป็นการจากบ้านไปไกลของเด็กหญิงตัวน้อยอายุสิบแปดปีของแม่ เพราะไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราก็คงเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ดี ในสายตาของผู้เป็นแม่ สามชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก ก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปในที่พักผู้โดยสาร ตอนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าแม่ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เพราะเพียงแค่เหลือบไปเห็นแม่ซึ่งยืนอยู่ห่างๆ และมีน้ำตาที่คลออยู่ในตานั้น ก็กลัวว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เป็นที่รู้กันดีว่าการจากลาของคนที่ไม่เคยห่างกันเลยในช่วงอายุหนึ่ง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเพียงใด ในตอนนั้นก็ทำได้เพียงยิ้ม และยิ้ม เวลาใกล้เข้ามาทุกที จึงร่ำลาและโอบกอดทุกๆคน ในวันนั้น และสุดท้ายคือการสวมกอดของแม่ เป็นอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่น กอดแม่ครั้งใดก็ไม่เหมือนครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่เพียงสั้นๆ และสิ่งที่พยายามที่สุดคือกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่คนในครอบครัวหลายคนที่ไม่สามารถทำได้ และแล้วก็เดินจากมาทั้งที่ยังไม่อยากจะออกจากอ้อมกอดนั้น จังหวะสุดท้ายที่หันหลังกลับไป ภาพที่เห็นคือสายตาหลายคู่ ที่เฝ้ามองและยิ้มให้ บ้างก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับที่ตา บ้างก็ยืนโบกมือเป็นกำลังใจ ภาพเหล่านั้นยังคงตราตรึงมาจนถึงทุกวันนี้

นักเดินทางกลุ่มหนึ่งที่ใส่เสื้อสีเหลืองเฉลิมพระเกียรติไว้ภายในเสื้อสูท ซึ่งมีด้วยกันสามคน เด็กผู้ชายสองคนจากภาคกลาง และเด็กหญิงหนึ่งเดียวคนนี้จากดินแดนที่ราบสูง จะได้ออกเดินทางครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งจะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลแสนไกล เหมือนนกน้อยกำลังจะจากคอน ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ เราทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น ส่วนในใจก็นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครองให้เดินทางครั้งนี้ปลอดภัย แล้วเวลานั้นก็มาถึง เครื่องบินเริ่มเคลื่อนตัวออกไปเพื่อเตรียมบิน และวินาทีที่เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีสอง เช้าของวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ขณะนั้นมือทั้งสองข้างได้สอดประสานเข้ากับเพื่อนนักเดินทางมือใหม่ทั้งสองคน เวลาผ่านไปสักครู่ สายตาก็ได้มองผ่านกระจกหน้าต่างของเครื่องบินออกไป ซึ่งจะเห็นดวงไฟแสงสีที่ส่องสว่างมาจากพื้น ด้านล่างได้อย่างชัดเจนและกว้างไกล น้ำหยดใสๆ ที่กลั้นเอาไว้มานาน ก็เริ่มไหลออกมาหยุดอยู่ที่ปลายคาง เหมือนเป็นการอำลาประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ขณะนั้นมือทั้งสองก็ยังจับอยู่กับเพื่อนทั้งสอง สักพักน้ำใสๆหยดนั้นก็หยดลงที่หน้าตักแล้วซึมหายเข้าไปในเนื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลาผ่านไปราวสิบชั่วโมงเศษก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเย็นจากภายนอกที่ซึมผ่านเข้ามาทางกระจก และเริ่มเห็นแสงสว่างและทะเลเมฆที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่นานก็เริ่มเห็นภูมิทัศน์ชัดเจนขึ้น บ้านเมืองที่เรียงชิดติดกันอย่างเป็นระบบระเบียบ รับกับแสงตะวันที่ลอดผ่านเมฆหนามารำไร นี่หรือคือดินแดนที่ใครต่อใครถามถึงว่า อยู่ส่วนไหนของโลก? เป็นคำถามที่น่าขันอยู่ทีเดียว เพราะถึงแม้ว่าคนไทยจะมาอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งประเทศไทยและประเทศเดนมาร์กก็มีความสัมพันธ์กันมานับร้อยห้าสิบปี แต่คนส่วนมากไม่ค่อยรู้จัก โคเปนเฮเกน กันเท่าไรนัก ส่วนมากเมื่อพูดถึงยุโรป คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง ลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน เป็นต้น แต่ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้จักประเทศนี้เป็นอย่างดี

เวลา ๐๖.๒๓ ล้อเครื่องบินล่อนลงสัมผัสกับพื้นรันเวย์ ณ สนามบินกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก อย่างนุ่มนวล จากนั้นพวกเราก็เดินเข้าไปเพื่อตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋า ตอนนั้นก็พูดภาษาเดนนิชได้นิดหน่อยก็ลองวิชาเลยทีเดียว แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามอะไรนอกเหนือจากการทักทายกันธรรมดาและคำขอบคุณ แต่การที่ได้คุยกับเจ้าของภาษานับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มันทำให้เกิดความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

เพื่อนร่วมทางจำนวนไม่น้อยที่มาต่อแถวและรอรับกระเป๋า และหนึ่งในนั้นก็คือ ภริยาของท่านเอกอัครราชทูต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อเพื่อให้เราเดินทางมาพร้อมกับท่านในครั้งนั้น และเมื่อเราทั้งหมดทำธุระทางด้านในเสร็จสิ้น ก็เดินออกมาเพื่อจะไปรับกระเป๋า ภาพที่เห็นคือ ผู้ชายร่างเล็ก ผิวขาว สวมชุดสูท และแว่นตา ท่าทางภูมิฐานน่าเคารพ มือข้างหนึ่งล้วงไปในกระเป๋ากางเกง และมีคนติดตามมาอีกหนึ่งคน ชายร่างเล็กคนนั้น คือท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งเดินทางมารับภริยาและพวกเราด้วยตัวเอง อีกทั้งยังมีผ้าพันคออย่างดีมามอบให้พวกเราทั้งสามพร้อมกันนี้ด้วย การต้อนรับอันแสนจะอบอุ่นนี้ นับความประทับใจอีกอย่างนึงของการเดินทางครั้งนี้เลยทีเดียว

 

 ราวเจ็ดนาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น วันที่เจ็ด พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ พวกเราทั้งหมดก็ออกมาจากตัวอาคารเพื่อที่จะเดินทางไปที่สำเนียบ ตอนนั้นที่ประเทศเดนมาร์กกำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศภายนอกอาคาร สดชื่น เย็นสบาย ผู้คนผมทอง ผิวขาว ตัวโต เดินไปมา และต่างสวมชุดคลุมกันหนาว แต่พวกเรากลับเดินออกมาอย่างไม่มีเสื้อคลุม ลมเบาๆ พัดมากระทบผิวกาย ทำให้รู้สึกถึงความเย็นขึ้นมาบ้าง ถึงแม้อากาศจะค่อนข้างเย็นและต่างจากบ้านเรามาก แต่กลับรู้สึกอบอุ่นและปลื้มใจเป็นอย่างมากในสถานการณ์ตอนนั้น อากาศอันหนาวเหน็บและไม่คุ้นเคย จึงไม่ได้มีผลอะไรกับพวกเรามากนัก เพราะความรู้สึกอบอุ่นที่เราได้รับเหล่านั้น ได้เข้ามาแทนที่จนเต็ม จนล้น จนไม่มีที่เหลือให้ความหนาวเย็นเลย และผ้าพันคอผืนสวยก็ยังคงอยู่ในหีบห่อเช่นเดิม

เมื่อเดินทางไปถึงทำเนียบ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีอีกเช่นเคย จากนั้นก็ร่วมรับประทานอาหารเช้าร่วมโต๊ะ กับท่านเอกอัครราชทูตและภริยา ข้าวต้มกุ้งสุดวิเศษคืออาหารเช้ามื้อแรกที่ได้ลิ้มรส ณ ประเทศเดนมาร์ก มื้ออาหารผ่านไป เราก็ไปเดินเล่นในสวนและถ่ายรูปเล่นกัน หลังจากนั้นไม่นานก็ร่วมเดินทางโดยการเดินเท้าไปยังสถานทูตไทยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบนัก แต่ที่พิเศษก็คือการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับท่าน ออท. ซึ่งปกติแล้วท่านน่าจะนั่งรถประจำตำแหน่งไปยังที่นั่น นับว่าเป็นความไม่คาดฝันเลยจริงๆ

เมื่อย่างก้าวเหยียบย่ำไปบนพื้นแผ่นดินเดนมาร์กไปสักระยะหนึ่ง ก็รู้สึกได้ทันทีว่า นี่แหละคือแผ่นดินแห่งความสงบและร่มเย็น นอกจากบ้านเกิดของเราแล้ว ก็ยังอุ่นใจได้ว่า ที่นี่คือที่พักแห่งใหม่ในการเดินทางครั้งใหม่ครั้งนี้ นกน้อยทั้งสามได้พักพิงที่รังใหม่อันแสนอุ่น รังที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอความอบอุ่นและรอยยิ้ม จนแทบ ไม่มีความซึมเศร้าหรือความรู้สึกคิดถึงบ้านมากวนใจเลย ทุกๆท่านดีกับพวกเรามาก ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสถานทูตไทยที่ไม่เคยทอดทิ้งเลย และพี่ๆ โอดอสรุ่นที่หนึ่งซึ่งรักและกลมเกลียวกันมาก เราแทบจะไม่ขาดการติดต่อกันเลย เรามักจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำด้วยกันเสมอ เช่น เล่นไอซ์สเก็ต ไปทะเล ทำซูชิ หรืออาหารไทยกินด้วยกัน ฯลฯ

และในตอนนี้เรามีท่าน ออท. ท่านใหม่ซึ่งเป็นผู้หญิง ท่านก็จะเรียกแทนตัวเองเสมอว่า ป้าและเข้าใจเด็กๆ เป็นอย่างดี ยิ่งทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับท่านและอบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ทำให้เราไม่เกร็งหรือกลัวที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นต่อหน้าท่านเลย ทุกๆ ครั้งที่ถูกถามถึงการดูแลเอาใจใส่ของทางสถานทูตไทย หรือ สนร. จากเพื่อนๆ ที่เดินทางไปประเทศอื่น หรือเพื่อนๆ ทั่วไป ก็จะเล่าให้ฟังดังนี้แทบทุกครั้ง จนเพื่อนๆ ก็ต่างอิจฉา นรท. ประเทศเดนมาร์กแทบทั้งสิ้น ที่ได้รับความอบอุ่นและการเอาใจใส่และความเป็นกันเองเช่นนี้ แม้ในวันที่สำเร็จการศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา เราก็ได้รับช่อดอกไม้ช่อโตจากสถานทูต และรุ่นพี่ พร้อมกับกำลังใจจากผู้ดูแลนักเรียน รุ่นพี่ และอาจารย์สอนภาษา ที่เดินทางมาด้วยกันหลายท่านในวันนั้น และอาจารย์ยังให้บัตรของขวัญเพื่อเป็นการแสดงความยินดีอีกด้วย เรามีอาจารย์อยู่ทั้งหมดสี่คน ทุกคนน่ารักและใจดี ไม่มีใครลืมเราเลย เช่นเดียวกับที่เราไม่เลยลืมพวกเขาเช่นกัน เขายังคงเฝ้าติดตามข่าวคราวของพวกเรา และคอยให้ความช่วยเหลือพวกเราในทุกๆ เรื่อง และเราก็จะนัดเจอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านของอาจารย์เพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วยกันเป็นประจำทุกปีก่อนช่วงเทศกาล คริสมาสต์จะมาถึง

การเดินทางจากบ้านมาไกลในครั้งนี้ ทำให้ครอบครัวเป็นห่วงมาก แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ต้องเดินทางไกล แต่ก็ไม่ถึงกับข้ามน้ำข้ามทะเลแบบนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังยืนยันกับครอบครัวและคนที่ถามถึงความเป็นอยู่เสมอว่า อย่าห่วงเลย ที่นี่เป็นเสมือนบ้านหลังใหม่ เป็นรังใหม่ ที่คอยประคับประครอง และบ่มฟักปีกน้อยๆ นี้ให้แข็งแรงและพร้อมที่จะเผชิญกับโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ต่อไปได้เป็นอย่างดี

๒๑.๕๑ ข้าพเจ้าเหลือบไปมองนาฬิกา ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์คู่ใจ จึงชั่งใจอยู่ว่าจะพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วไปสวดมนต์นั่งสมาธิแล้วจึงมาเขียนต่อดีหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าก็ตัดสินสินใจที่จะเขียนต่อไป หวังในใจว่า จะถ่ายทอดเรื่องราวออกไปให้เร็วที่สุด

คงไม่มีใครจะคิด และจะมีใครสักกี่คนที่เชื่อว่าในวันนี้ เด็กหญิงตาดำๆ จากบ้านนอก ลูกแม่ค้าขายปาท่องโก๋ จะได้มานั่งเขียนบันทึกฉบับเรียงความ บรรยายเรื่องราวของตัวเองอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ถูกเรียกว่า เมืองหลวง เช่นนี้ หลายคนอาจพูดว่า คนที่เรียนไม่เก่งเท่าไรอย่างนี้ ทำไมมาถึงตรงจุดนี้ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะเป็นเรา เราจะทำได้จริงหรือ แต่ทุกวันนี้ก็ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรายังอยู่ อยู่ ณ ที่แห่งนี้ อย่างเป็นสุข และสงบ เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ถึงแม้จะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่ต้องเผชิญบนผืนแผ่นดินผืนเล็กๆ ผืนนี้ก็ตาม เช่น สภาพอากาศที่คอยบั่นทอนกำลังใจในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน และเป็นสิ่งที่คอยทำให้รู้สึกเศร้าเพราะความมืดมัวของท้องฟ้าในยามหน้าหนาว รวมไปถึงหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ใครต่อใครก็ต่างคิดและบอกว่าสวยงาม สวยนะ สวยจริงๆ ในยามที่ตกลงมาแรกๆ แต่พอนานไปเมื่อจับตัวกันเป็นแผ่นน้ำแข็งแล้วล่ะก็...ท่าลื่นล้มไม่สวยงามอย่างที่คิดเอาเสียเลย บางครั้งแทบจะไม่อยากออกไปไหนเลย ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกว่าสิบองศาเซลเซียส ราวกับถูกแช่อยู่ในห้องแช่แข็งทีเดียว บางครั้งยังมีฝนโปรยปรายลงมาเป็นของแถมอีก แต่เมื่อฤดูอันโหดร้ายผ่านไป ความมีชีวิตชีวาของฤดูใบไม้ผลิก็เข้ามาแทนที่ ใบไม้สีเขียวอ่อนเริ่มผลิออกมาจากต้นไม้แห้งเหี่ยวที่ดูเหมือนตายไปแล้วกว่าสามเดือนอีกครั้ง เริ่มมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น พวกมดและแมลงออกมาเที่ยวชมยอดใบไม้ใหม่ พร้อมกับสร้างสีสัน ให้แก่ผู้พบเห็น และไม่นานฤดูร้อนก็มาถึง ซึ่งเป็นฤดูที่ทุกชีวิตต่างเบิกบานและยินดีเป็นที่สุด ผู้คนต่างรักและชอบที่จะเดินทาง ทำกิจกรรม หรือนอนรับแสงแดดอย่างอิ่มใจริมหายทรายสีขาว ซึ่งมีเสียงเพลงกล่อมจากคลื่นที่ซัดมาเบาๆ พร้อมกับเสียงนกนางนวลที่ต่างพากันมาร่วมบรรเลงอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงแม้หาดทรายที่ทอดยาวไปนี้จะไม่อุ่นเท่าทรายที่บ้านเรา แต่ก็พอทำให้เท้าคู่นี้ได้สัมผัสว่าพื้นข้างล่างคือทราย ทรายที่คอยโอบอุ้มทะเลและล้อมรอบประเทศเดนมาร์กเอาไว้ทุกๆด้าน เว้นก็แต่ชายแดนตรงคาบสมุทรที่ติดกับประเทศเยอรมัน มันเป็นเหมือนกับขอบรั้วของประเทศก็ว่าได้ ใบไม้และดอกไม้ต่างแข่งขันกันผลิดอกออกผลให้ผู้คนได้ยลกันอย่างไม่ขาดสาย แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ไม่นานใบไม้น้อยใหญ่ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ดอกไม้เริ่มร่วงโรยตามกาล แล้วลมแรงก็มาหอบพัดพาเอาใบไม้จากต้นไม้ไปเกือบหมดในระยะเวลาเพียงสามเดือน ต้นไม้แทบทุกต้นก็กลับไปยืนรับลมโชยอย่างเหงาๆ รอการกลับมาของใบไม้เพื่อนยากในอีกสามเดือนข้างหน้า จะเหลือก็แต่เจ้าต้นสนสีเขียวสดที่ยืนต้นเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวรอคอยเทศกาล คริสต์มาสมาถึง และเมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาอีกรอบ ก็เป็นอีกหนึ่งวัน ที่พวกเราจะไปรวมตัวกันที่ทำเนียบเพื่อฉลองวันปีใหม่ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้มยินดี เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเหน็บหนาว ความอ่อนล้าตลอดจนความเครียดจากการเรียน เป็นวัคซีนป้องกันโรคเหงา ให้พวกเราได้เป็นอย่างดี และเป็นดังเม็ดฝนที่คอยชุบชโลมใบหญ้าน้อยๆ อย่างพวกเราให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากที่ถูกความกดดันทางสังคมเหยียบย่ำ และความปรวนแปรทางสภาพอากาศที่คอยจ้องจะทำร้ายต้นหญ้าใบอ่อนอย่างพวกเราอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราขาดปัจจัยในการเจริญเติบโตหลายประการ เช่น ขาดกำลังใจจากครอบครัวซึ่งเปรียบเหมือนแสงตะวันอันอบอุ่นไป ขาดร่มเงาของศาสนาซึ่งเป็นดังต้นไม้ใหญ่ ขาดผืนแผ่นดินเกิดที่เป็นแหล่งอาหารและคอยยึดเหนี่ยวรากบางๆ ของเราเอาไว้ เราก็คงจะไม่เจริญเติบโต และสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้เป็นแน่

บอบบางแต่เข้มแข็ง อ่อนโยนแต่มั่นคง จืดชืดแต่งดงาม และแม้มันจะดูไร้ค่าเพียงใด มันก็ยังคงหยัดยืน ได้ด้วยตัวมันเองนี่เป็นนิยามของคำว่า ต้นหญ้าที่ จอยก้าบได้ให้ไว้ในกระทู้ในหน้าอินเตอร์เน็ทแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๗

ต้นหญ้าต้นไม้เล็กๆ ที่ใครอาจมองว่าไร้ค่าเสมอ แต่หากเราเกิดในสถานที่และเวลาที่ถูกและเหมาะสม และรวมกันเป็นปึกแผ่น รวมถึงได้รับการตัดแต่งให้สวยงาม กลุ่มต้นหญ้าอย่างเรา ก็จะมีคุณค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับคนที่จะมองเห็นประโยชน์ของเราด้วย บางครั้งเราก็ไปเป็นยารักษาเยียวยาผู้คนได้เหมือนกัน แต่กอหญ้าเล็กๆ หากอยู่เพียงลำพัง สักวันคงต้องถูกถอนทิ้งทำลาย เพราะถูกมองว่าเป็นวัชพืช ที่ไม่มีใครต้องการ แต่หากเมื่อเราเติบโตเต็มที่แล้วมารวมกันเป็นผืนหญ้า หรือทุ่งหญ้าที่มองดูแล้วสบายตา สดชื่น สร้างความชุ่มชื้นให้กับสวนสวย เป็นพรมสีเขียวนุ่มนิ่ม ให้คนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์มากมาย และเป็นอาหารให้สัตว์น้อยใหญ่มากมายบนโลกใบนี้

เมื่อกล่าวถึงต้นหญ้าใครหลายคนก็ต่างคิดว่า ไม่มีค่าอะไร อ่อนแอ แต่ความจริงแล้วการที่เรายอมลู่ลำต้นตามลม หรือฝ่าเท้าก็เพื่อที่จะถนอมตัวเราเอง และเมื่อมีเม็ดฝนมาชโลม แสงแดดสาดส่องมาถึง มีดินที่อุดมสมบูรณ์ และร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่เป็นบางคราว เราก็พร้อมที่จะยืนหยัดลุกขึ้นมาใหม่และพร้อมที่จะทำหน้าที่ของพวกเราอย่างสมบูรณ์ต่อไป คุณสมบัติโดดเด่นของเราคือ ความอดทน ดังนั้นเราจะช่วยกันแผ่ผืนปกคลุมผืนแผ่นดิน มิให้ถูกพายุฝนที่โหมกระหน่ำมาทำลายหรือทำร้ายแผ่นดินที่เราอาศัยอย่างแน่นอน

ชนชั้นรากหญ้าหรือ ลูกหัวคะแนนหรือ เด็กไร้ความสามารถถ้อยคำเหล่านี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินมาจนชินหู และคุ้นเคยกันดี ข้าพเจ้าเองก็ได้ยินได้ฟังมาเยอะเช่นเดียวกัน แต่คำเหล่านี้เองที่มาเติมพลังให้กับชีวิต และเป็นเหมือนแรงบันดาลใจและแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าต่อสู้ และดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เกิดความฝัน ความทะเยอทะยาน ที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ใครกล่าวหา และทำให้เห็นคุณค่าของตัวเองมากยิ่งขึ้นด้วย มาจนถึงวันนี้เรากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเราไม่ใช่ลูกหัวคะแนนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ(ผิด)มาโดยตลอด ข้าพเจ้าสอบจริง สัมภาษณ์จริง และต่อสู้เคียงข้างกับเพื่อนหลายคนที่มีความฝันและอุดมการณ์เดียวกันมามากมาย และทุนนี้ก็เป็น โอกาสทองของเด็กไทยจริงๆ ไม่อิงการเมือง จากวันนี้ไปข้าพเจ้าและเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน จะพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ว่า เราตั้งใจและมีจิตสำนึกที่ดีต่อประเทศชาติเสมอ และเด็กบ้านนอกคนนี้จะทำฝันให้เป็นจริงให้ได้ และจะขอหอบความรู้ทั้งหมดที่ได้นี้กลับไปช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปตราบนานเท่านาน เงินภาษีแต่ละบาทแต่ละสตางค์ของประชาชนทุกคนจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน ภาษีประชาชน โอกาสของใครหลายคนนี่เป็นคำที่เพื่อนร่วมรุ่นของข้าพเจ้าคนหนึ่งเขียนไว้เตือนใจตัวเอง และข้าพเจ้าก็ได้ขอยืมมาใช้ในโอกาสนี้ด้วย เมื่อนึกไปถึงเด็กไทยหลายๆ คนที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเรียนหนังสือ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามีอุดมการณ์อันแน่วแน่ ที่จะต้องกลับไปรับใช้ประเทศอย่างแน่นอน เพราะหากจะไม่ตอบแทนอะไรกลับไปให้ประเทศชาติเลย เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่รู้คุณแผ่นดิน เพราะการได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้นั้น นอกจากจะทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาต่อและมองเห็นอนาคตของตัวเองแล้ว ยังทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้คิด ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนมากมาย ได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาคนเดียวไกลๆ ได้รู้จักการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ ได้รู้จักคิดวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมเมืองใหญ่ ได้รู้จักเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย และได้ทำกิจกรรมมากมายร่วมกัน ได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมของชาวยุโรปมากขึ้นได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ได้เข้าร่วมชมอุปรากรที่มีชื่อเสียง ได้เป็นทูตวัฒนธรรม จากการได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมนุม International Club ของทางมหาลัยในระหว่างเรียนภาษา ด้วยการร่วมกันระหว่าง นักเรียนไทย ฟิลิปปินส์และจีน ที่เรียนในมหาลัย Roskilde University จัด Asian Night Party ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศตะวันออก และได้ฝึกสอนให้เพื่อนสาวชาวฟิลิปปินส์รำเพลงเอ้ดอกคูณ ซึ่งใช้แสดงในงานนี้ด้วย และยังได้มีโอกาสร่วมงานต่างๆ ที่ทางสถานทูตและสมาคมการค้าไทยฯ จัดขึ้นอีกด้วย เช่น งานวันพ่อ ในทุกๆปี เป็นต้น

ได้รู้จักคนไทยใจดีมากมาย ผู้คนในหลายๆ ระดับ หลายๆ อาชีพ หลายๆ เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของนานาประเทศ ได้เรียนรู้ภาษาใหม่ ซึ่งมีคนเพียง ๕ ล้านคนทั่วโลกเท่านั้น ที่สามารถใช้ภาษานี้สื่อสารกันอย่างเข้าใจ ได้ฝึกทำและลิ้มรสอาหารต่างชาติมากมาย ได้เรียนรู้ที่จะหาความสุขจากสิ่งรอบตัว สายลม แสงแดด ธรรมชาติอันงดงาม ฯลฯ ประโยชน์ที่ได้รับนั้นมีมากมายเกินกว่าที่ได้เขียนมาแล้วทั้งหมด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ได้มองกลับไปยังประเทศของเรา ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ความมีวินัย และการเคารพสิทธิของผู้อื่น ฯลฯ และเห็นช่องทางที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา แต่อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยเท่านั้นเอง

๒๒.๔๙ ข้าพเจ้าเหลือบไปมองนาฬิกา ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์คู่ใจอีกเช่นเคย เห็นทีว่าต้องพักไว้แค่นี้ก่อนแล้ว จากนั้นจะไปสวดมนต์นั่งสมาธิ เข้านอน แล้วจึงมาเขียนต่อในวันที่ความคิดบรรเจิดอีกครั้ง และแล้วก็ตัดสินสินใจที่จะหยุดทั้งที่อารมณ์ศิลปินยังคงต่อเนื่องอยู่

วันพุธ ที่ ๙ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

แล้วข้าพเจ้าก็กลับมานั่งตรงที่เดิม ตรงนี้อีกครั้ง กลับมานั่งเขียนบรรยายความในใจกันอีกรอบ แต่รู้สึกครั้งนี้จะห่างหายไปนานพอดูเลยทีเดียว ว่าแล้วก็เริ่มเลยก็แล้วกัน

นับตั้งแต่วันที่ถูกเรียกว่า นักเรียนทุนและต่อไปนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะอยู่ในสายตาของประชาชนไปหมด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด การเป็นนักเรียนทุนนี้ สิ่งที่ได้รับอย่างเห็นได้ชัดคือ โลกของข้าพเจ้าถูกเปิดออกและขยายให้กว้างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากความประทับใจแรก ที่ได้ไปเข้าค่ายร่วมกับเพื่อนๆ ภาค อีสาน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้าพเจ้ามีความประทับใจมาก และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเลือน ความอบอุ่นในครั้งนั้นยังคงคละคลุ้งอยู่ภายในใจของข้าพเจ้าตราบเท่าทุกวันนี้ และทุกทีที่นึกถึง

ข้าพเจ้ามีความสุขกับการใช้ชีวิตตรงนี้ มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น ได้เรียนรู้และเข้าใจคำว่า มิตรแท้ มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็เดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประเทศเมื่อมีโอกาส และการมาอยู่ที่ต่างประเทศ ก็ได้สอนอะไรหลายอย่างให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เพราะต้องคอยเตือนคอยสอนตนเองอยู่ตลอด จะคิดจะทำอะไรก็ รอบคอบมากขึ้นด้วย

ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน อ่อนน้อม ถ่อมตน มองคนในแง่ดี รักษ์ศักดิ์ศรีตนเอง เกรงใจผู้อื่น หยิบยื่นคุณธรรมนี่คือคำขวัญประจำตัวที่ยังคงติดอยู่ในหัวใจและข้างฝาผนังของห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยหนังสือ และอุปกรณ์วาดเขียน และสรรพสิ่งมากมาย ทั้งที่ถูกใช้งานบ่อยๆ และไม่ถูกใช้เลย คำขวัญนี้อาจจะดูยาวไปบ้าง แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มันเป็นคำขวัญที่ข้าพเจ้าสามารถทำได้จริง จดจำได้ติดปากและก็จะพูดออกมาได้อย่างไม่ขัดข้องหากถูกถามถึง

ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณทุนนี้และประชาชนทุกท่าน เพราะหากไม่มีทุนนี้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสแบบนี้หรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะได้เข้าเรียนในมหาลัยหรือไม่ ไม่รู้ว่าครอบครัวของข้าพเจ้าจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ข้าพเจ้าไม่รู้เลย ไม่เห็นทางสว่างเลย ทุกวันนี้จะจับจ่ายอะไร ก็ยังคงคิดเสมอว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ข้าพเจ้าใช้อยู่นี้ เป็นภาษีของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ข้าพเจ้าจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด

 


       ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับทุนโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๔ รอบที่ ๓   (วันที่ :28 ก.ค. 2557)
       ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิสอบสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4 รอบที่ 3  (วันที่ :30 มิ.ย. 2557)
       กำหนดการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4 รอบที่ 3  (วันที่ :13 มิ.ย. 2557)
       ผู้บริหาร ศธ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4 รอบที่ 3  (วันที่ :11 มิ.ย. 2557)
       ประกาศกำหนดการสอบข้อเขียนโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๔ รอบที่ ๓  (วันที่ :28 พ.ค. 2557)
       แจ้งกำหนดการสอบใหม่โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๔ รอบที่ 3   (วันที่ :28 พ.ค. 2557)
       แจ้งกำหนดการเลื่อนสอบข้อเขียนโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๔ รอบที่ ๓  (วันที่ :22 พ.ค. 2557)